10/05/2552

เสียงร้องของเด็ก


บางคนอาจคิดว่าเสียงร้อง “อ้อแอ้” ของเด็กทารกนั้น เป็นเพียงเสียงที่เกิดจากความไร้เดียงสาของเด็กน้อย แต่หากคุณแม่คนไหนอยากจะเป็น “ซูเปอร์มัม” คงต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่แล้วหันมาสังเกตลูกน้อยของเราว่าเขากำลังพูด อะไรอยู่ เพราะแต่ละคำที่ออกจากปากของเขาล้วนมีความหมายทั้งสิ้น

ทาง แป้งเด็กแคร์ได้ทำการศึกษากลุ่มคุณแม่ส่วนใหญ่ พบว่ามักจะประสบปัญหาการไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงในการส่งเสียง “อ้อแอ้” ของลูก ทำให้ไม่สามารถตอบสนองความต้องการในสิ่งที่ลูกสื่อสารออกมาได้ และยังส่งผลต่อพัฒนาการทางด้านร่างกายและจิตใจของลูกอีกด้วย ซึ่งคุณแม่สามารถเริ่มต้นกับการเปิดเผยความลับ “ภาษาเด็กทารก” ของเด็กไทยวัยแรกเกิดถึง 6 เดือน กับแคมเปญ “แคร์ ไขปริศนาหาความสุขเพื่อลูกน้อย” ที่จะพาคุณแม่คนเก่งทั้งหลายไปหาคำตอบว่า สิ่งที่ลูกน้อยของคุณส่งเสียงออกมานั้น เขาต้องการอะไร ลูกหิวหรือไม่ อาจจะรู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว หรือว่าง่วงนอน
พริสซิลา ดันสแตน ผู้เชี่ยวชาญการสื่อสารภาษาเด็กทารกระดับโลก ให้ความรู้กับคุณแม่มือใหม่ว่า เด็กทารกคนไทยวัยแรกเกิดถึง 6 เดือน จะสื่อสารออกมาด้วยภาษาสากลหลักๆ ซึ่งเป็นเสียงที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกวัน ทั้งหมด 4 คำ ได้แก่
1.เฮะ ถือเป็นเสียงที่เด็กร้องบ่อยที่สุด เพื่อบอกคุณแม่ว่าลูกกำลังรู้สึกไม่สบายตัว ซึ่งอาจจะเกิดจากความเปียกชื้น ร้อน เหนียวตัว เนื่องจากประเทศไทยมีภูมิอากาศร้อนชื้น อบอ้าว ทำให้ผิวทารกเปียกชื้นได้ง่าย เกิดความระคายเคืองแก่ผิว โดยคุณแม่ดูแลด้วยการอาบน้ำและทาแป้งโรยตัว เพื่อป้องกันการเปียกชื้นและยังป้องกันไม่ให้เกิดผดผื่น

2.เอ๊ะ บอกถึงอาการที่ลูกน้อยมีลมในท้อง คุณแม่ควรดูแลด้วยการอุ้มลูกขึ้นมาประคองศีรษะลูกให้พาดบ่า โดยกันหน้าเข้าหาคุณแม่แล้วตบหลังลูกเบาๆ หรืออาจจะอุ้มลูกให้ลุกขึ้นมานั่ง โน้มตัวลูกไปข้างหน้าเล็กน้อยและตบหลังลูกเบาๆ ก็ได้เช่นกัน

3.อาว หากลูกเปล่งคำนี้ออกมา นั่นหมายความว่าลูกกำลังง่วงนอนและอยากจะพักผ่อนเต็มทนแล้ว

4.อึนเนะ เสียงร้องนี้มีความหมายว่าลูกกำลังกระหายน้ำหรือหิวนม อยากให้คุณแม่ป้อนนม ป้อนน้ำให้รู้สึกอิ่ม

ด้าน ศาสตราจารย์แพทย์หญิงอลิสา วัชรสินธุ หัวหน้าหน่วยจิตเวชเด็ก ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวถึงข้อดีของการที่คุณแม่เข้าใจภาษาเด็กทารก เพราะจะส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการด้านต่างๆ ที่ดีขึ้น
“พัฒนาการที่ดี ขึ้นสามารถแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1.พัฒนาการด้านร่างกาย เมื่อแม่ดูแลเอาใจใส่ให้ลูกเกิดความรู้สึกสบายตัว หรือได้รับอาหารที่พอเหมาะกับความต้องการ พร้อมกับการพักผ่อนที่เพียงพอ เด็กทารกก็จะเติบโตแข็งแรงและส่งผลต่อพัฒนาการทางด้านอารมณ์ตามมา 2.พัฒนาการด้านจิตใจ เด็กจะรู้สึกมั่นใจปราศจากความวิตกกังวลและไว้ใจแม่หรือผู้เลี้ยง รวมถึงสิ่งแวดล้อมรอบตัว 3.พัฒนาด้านสังคม เด็กจะพัฒนาปฏิสัมพันธ์กับแม่หรือผู้เลี้ยงดูในทางบวก ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาการความสัมพันธ์ทางสังคมกับผู้อื่นในอนาคต”
ผู้ เชี่ยวชาญยังฝากบอกถึงวิธีการฟังเสียงลูกน้อยให้ได้ผลคือ คุณแม่จะต้องเลี้ยงลูกเอง และควรอยู่กับลูกตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสังเกตความแตกต่างในเสียงร้องของลูก ถ้าเป็นไปได้ควรอัดวิดีโอเอาไว้เพื่อที่จะได้นำกลับมาดูซ้ำ ซึ่งหากได้สังเกตพฤติกรรมลูกไปนานๆ และจดบันทึกอย่างชัดเจน ไม่นานคุณแม่ก็จะจดจำและรับรู้ความรู้สึกจากเสียงของลูกได้ไม่ยากเลย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

มาฟังเพลงใหม่ ๆ กับ DJ.Meemeo